- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

หมู่เกาะสแปรตลีย์…กลยุทธ์ชิงความได้เปรียบบนพื้นที่ทับซ้อน

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On กันยายน 30, 2011 @ 9:01 am In โพสต์ทูเดย์ | Comments Disabled

คอลัมน์: หุ้นส่วน ประเทศไทย

หมู่เกาะสแปรตลีย์…กลยุทธ์ชิงความได้เปรียบบนพื้นที่ทับซ้อน

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

[1]

หมู่เกาะสแปรตลีย์..เป็นหมู่เกาะขนาดเล็กที่มีพื้นที่บนบกรวมกันทั้งหมดประมาณไม่เกิน 4 ตารางกิโลเมตร แต่กินพื้นที่ทางทะเลมากกว่า 425,000 ตารางกิโลเมตร (เทียบกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา 26,000 ตารางกิโลเมตร) โดยมีเกาะรวมกันทั้งสิ้นกว่า 30,000 เกาะ จึงทำให้หมู่เกาะสแปรตลีย์เป็นสถานที่ยากจัดการในเชิงการปกครองและเศรษฐกิจ นอกจากนั้นความที่มีพื้นที่ขนาดเล็กและอยู่ห่างไกลประเทศต่างๆมาก จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะดึงดูดผู้คนให้มาตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยกันเลย

อย่างไรก็ตาม หมู่เกาะสแปรตลีย์ก็โด่งดังเป็นพลุแตก และเป็นที่หมายปองของหลายๆประเทศที่พยายามอ้างสิทธิเหนือพื้นที่แห่งนี้ ทั้งๆที่อยู่ห่างไกลออกไปมากก็ตาม โดยมีสาเหตุหลักมาจากหมู่เกาะแห่งนี้มีแหล่งพลังงานจำนวนมาก โดยคาดว่าหมู่เกาะสแปรตลีย์มีน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันประมาณ 17.7 พันล้านตัน (มากกว่าแหล่งพลังงานของประเทศคูเวตทั้งประเทศซึ่งอยู่ที่ 13 พันล้านตัน และมากกว่าพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาซึ่งคาดว่ามีน้ำมัน 2 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต) นอกจากนั้นหมู่เกาะสแปรตลีย์ยังเป็นแหล่งจับปลาขนาดใหญ่ของทะเลจีนใต้อีกด้วย จากสถิติพบว่าการจับปลาในทะเลจีนใต้คิดเป็นประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าการจับปลาทั่วโลก ดังนั้นเมื่อคิดมูลค่ารวมแหล่งพลังงานและแหล่งจับปลาเข้าด้วยกันแล้วจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมจึงมีหลายประเทศที่พยายามแก่งแย่งกันเพื่อเป็นเจ้าของหมู่เกาะแห่งนี้ โดยต่างมีกลยุทธ์ในการแย่งชิงกันดังนี้

1. กลยุทธ์การใช้แผนที่และเอกสารครอบครองพื้นที่ทับซ้อน

ระหว่างปี 1932 ถึง 1935 รัฐบาลจีนได้อ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว โดยคณะกรรมการกลั่นกรองและจัดทำแผนที่ของจีนได้ออกแผนที่ของประเทศจีนอย่างเป็นทางการและได้ครอบคลุมหมู่เกาะสแปรตลีย์ ในปี 1958 รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ออกประกาศเรื่องพื้นที่แผ่นดินของจีน โดยกินพื้นที่ออกไปในทะเลเป็นระยะทาง 12 ไมล์ทะเลและครอบคลุมพื้นที่หมู่เกาะสแปรตลีย์ทั้งหมด เกือบจะในเวลาเดียวกัน..รัฐบาลเวียดนามได้ออกจดหมายถึงนายโจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีจีนในขณะนั้นว่า รัฐบาลเวียดนามเคารพในสิทธิของประเทศจีนที่เกี่ยวกับดินแดนภายใต้ระยะทาง 12 ไมล์ทะเล แต่..เวียดนามจะยังคงมีสิทธิเป็นเจ้าของหมู่เกาะสแปรตลีย์อยู่ดี

2. กลยุทธ์การเข้ายึดครองพื้นที่

รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้อ้างว่า คนของตนที่ชื่อ Tomas Cloma ได้ประกาศเป็นเจ้าของหมู่เกาะแห่งนี้แล้วเมื่อปี 1956 และได้ขายให้สิทธิให้แก่รัฐบาลฟิลิปปินส์ไปแล้ว ประจวบกับในปี 1982 สหประชาชาติได้ออกกฎหมายเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเล โดยให้กินระยะทางออกไปถึง 200 ไมล์ทะเล ฟิลิปปินส์จึงใช้เอกสารทั้งหมดอ้างสิทธิของตนเหนือหมู่เกาะดังกล่าว ในระหว่างที่การอ้างสิทธิเหนือพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป ในปี 1968 รัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งกองกำลังเข้าไปยึดเกาะ 3 เกาะในหมู่เกาะสแปรตลีย์ ตามข้ออ้างสิทธิความเป็นเจ้าของของ Tomas Cloma ต่อมาในปี 1973 รัฐบาลเวียดนามก็ทำเช่นเดียวกัน โดยยึดเกาะจำนวน 5 เกาะ ในเดือนมีนาคม 1976 รัฐบาลฟิลิปปินส์ส่งบริษัทสำรวจน้ำมันเข้าพื้นที่และทำการขุดเจาะตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันน้ำมันที่ได้จากหมู่เกาะแห่งนี้ถูกนำไปใช้ในฟิลิปปินส์คิดเป็น 15 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมันทั้งประเทศ มาเลเซียเองก็เข้ายึดครองเกาะ 3 เกาะในหมู่เกาะสแปรตลีย์ในบริเวณแนวปะการัง “Swallow” และได้ปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งท่องเที่ยวประเภทรีสอร์ตเพื่อการดำน้ำ

3. กลยุทธ์การให้สัมปทานแก่บริษัทต่างชาติ

ในปี 1992 รัฐบาลจีนทำข้อตกลงให้สัมปทานแก่บริษัท China National Offshore Oil Corporation (CNOOC) และบริษัท Crestone Energy – USA เพื่อทำการสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลเวียดนามก็ทำข้อตกลงกับบริษัท Petro Vietnam, Petro Star Energy (USA) และ ConocoPhillips ทำการสำรวจและขุดเจาะน้ำมันในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์เช่นเดียวกัน จึงนำไปสู่การเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย และเรียกร้องให้อีกฝ่ายหนึ่งยกเลิกสัญญาการให้สัมปทาน

4. กลยุทธ์ด้านการทูต

รัฐบาลฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย รู้ว่าตนเองไม่มีศักยภาพในการต่อกรกับมหาอำนาจอย่างรัฐบาลจีน จึงยกระดับการเจรจาปัญหาหมู่เกาะสแปรตลีย์เข้าสู่ที่ประชุมอาเซียนซึ่งมีประเทศสมาชิกอยู่ถึง 10 ชาติ ในปี 1995 อาเซียนและจีนบรรลุข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาหมู่เกาะสแปรตลีย์ โดยการลงนามในสัญญาการแจ้งการเคลื่อนย้ายกำลังพล โดยแต่ละประเทศที่มีกองกำลังอยู่ในบริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์จะต้องแจ้งให้แต่ละประเทศที่เกี่ยวข้อง ทราบถึงการเคลื่อนย้ายกองกำลังของตนในบริเวณดังกล่าว

5. กลยุทธ์การแสวงหามหาอำนาจมาเป็นพันธมิตร

ในเดือนกรกฎาคม 2010 นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวปราศรัยระหว่างการเยือนเวียดนามว่า “ผลประโยชน์ของประเทศชาติแต่ละประเทศ จะต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคทะเลจีนใต้” คำกล่าวดังกล่าวถือได้ว่าเป็นชัยชนะของเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามจะพยายามแสวงหาเวทีระหว่างประเทศเพื่อผลักดันการแก้ปัญหาผลประโยชน์บนหมู่เกาะสแปรตลีย์ในระดับพหุภาคี ในขณะที่จีนเองพยายามที่จะให้เปิดการเจรจาในระดับทวิภาคี ซึ่งถ้าเป็นการเจรจาสองฝ่าย ประเทศเล็กอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือมาเลเซีย ก็จะเสียเปรียบจีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่

6. กลยุทธ์การอ้างสิทธิไว้ก่อน

บรูไนอาจถือเป็นประเทศเดียวที่อ้างสิทธิในการครอบครองหมู่เกาะสแปรตลีย์ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ว่าด้วยอาณาเขตทางทะเลห่างจากฝั่งออกไป 200 ไมล์ทะเล แต่ไม่มีปฏิบัติการทางทหารอย่างใดทั้งสิ้น

กลยุทธ์ต่างๆทีใช้ในกรณีหมู่เกาะสแปรตลีย์นั้น อาจนับได้ว่าครอบคลุมกลยุทธ์เกือบทั้งหมดที่ควรจะใช้ในกรณีพิพาทเรื่องพื้นที่ทับซ้อน รัฐบาลไทยจึงควรใช้กลยุทธ์ต่างๆเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ในปัจจุบันแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยขณะนี้มีเหลืออยู่ประมาณ 30 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งคาดว่าจะใช้ต่อไปได้อีกประมาณ 32 ปี ดังนั้นหากไทยสามารถที่จะนำแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนซึ่งคาดว่าจะมีสูงถึง 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ก็คาดกันว่าไทยจะมีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติให้ใช้เพิ่มขึ้นไปอีกมากกว่า 10 ปี จึงนับได้ว่าแหล่งพลังงานแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับอนาคตพลังงานของไทย

ทำให้นึกถึงคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกที่ชื่อ Albert Einstein ที่กล่าวไว้ว่า “The release of atomic energy has not created a new problem. It has merely made more urgent the necessity of solving an existing one.” แปลตามความได้ว่า “การเกิดขึ้นของพลังงานปรมาณูไม่ได้สร้างปัญหาใหม่ แต่มันก่อให้เกิดความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการแก้ปัญหาที่มีอยู่” ก่อนหน้าที่จะรู้ว่าพื้นที่ทับซ้อนเหล่านี้เป็นแหล่งพลังงานขนาดใหญ่ ทุกประเทศก็ดูเฉยชาที่อยากจะได้มัน แต่พอรู้ว่า..มันเป็นแหล่งพลังงานเท่านั้นแหละ ทุกประเทศก็กระสัน..ที่อยากจะได้มันมาครอบครอง ด้วยเหตุผลที่ว่าจะต้องสำรองพลังงานจำนวนมากไว้ใช้ในอนาคต ปัญหาจึงอาจไม่ได้มาจาก..ความจำเป็นที่จะต้องมีพลังงานจำนวนมากสำรองไว้ใช้ แต่อาจจะมาจาก..กมลสันดานของมนุษย์ก็เป็นได้


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20110930/134

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/02/110930.jpg

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.