- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

น้ำท่วมใหญ่ อาจไม่ร้ายเท่า..“วิกฤตยุโรป”..

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On ธันวาคม 2, 2011 @ 7:33 pm In โพสต์ทูเดย์ | Comments Disabled

คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า.. ต้นแบบการเอาชนะความยากจนอย่างยั่งยืน

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

doctorwe@gmail.com [1]

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้พบคุณผู้อ่านท่านหนึ่งที่ติดต่อมายังผมให้ไปดูโครงการ “หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า” ซึ่งท่านเชื่อว่าเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน

โครงการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า เป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือในรูปแบบโครงการ 4 ประสาน ประกอบด้วย ภาครัฐได้แก่อำเภอพนมสารคาม  ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ธนาคารกรุงเทพ และเกษตรกร โดยการจัดซื้อที่ดิน 1,253 ไร่ ซึ่งเป็นดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล ในตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา มาจัดรูปที่ดินใหม่เพื่อจัดสรรให้คนยากจน ซึ่งหากมองในมุมการเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตคนยากจน..เพื่อให้เอาชนะความยากจนอย่างยั่งยืนแล้ว โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในลำดับต้นๆของประเทศ โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

หนึ่ง การให้เครดิตแก่คนจนที่เป็นคนดี..แต่ไม่มีเครดิต

ผมเองมองว่า ปัจจุบันสังคมไทยค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นสังคมที่ไม่ค่อยไว้เนื้อเชื่อใจกัน จึงทำให้ทุกวันนี้คนจนไม่สามารถที่จะตั้งหลักได้..เพราะเขาไม่มีเครดิต เมื่อ 35 ปีก่อน หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าได้ให้เครดิตแก่คนยากจน โดยการให้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดินแก่คนจนที่ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง แต่จะต้องเป็นคนจนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและรักอาชีพเกษตรกรรม คนจนที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว..จะได้รับ ที่ดิน 24 ไร่ บ้านพัก 1 หลัง โรงเลี้ยงสุกร 1 หลัง และอื่นๆ แต่จะต้องผ่อนกับธนาคารจนกว่าหนี้สินจะหมด

ในปัจจุบันคนจนในโครงการนี้ได้ผ่อนกับทางธนาคารหมดแล้ว เขาจึงได้เป็นเจ้าของที่ดิน บ้านอย่างแท้จริง นอกจากนั้นบางบ้านยังทำงานจนมีเงินส่งบุตรหลานไปเรียนต่อต่างประเทศได้อีกด้วย โครงการนี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การให้เครดิตแก่คนจน..ที่เป็นคนดี จะทำให้เขาสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวของเขาเอง

สอง การให้อาชีพแก่คนจน..ที่ไม่มีความรู้

คนจนที่ไม่มีที่ทำกินนั้น โดยส่วนใหญ่จะไม่มีความรู้ในการประกอบอาชีพเลย จึงต้องรับจ้างทำงานค่าจ้างถูกๆ เช่น ทำไร่ ทำนา แบกหาม เป็นต้น เพื่อมีชีวิตอยู่ไปวันๆเท่านั้น ดังนั้นการเอาชนะความยากจนจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ที่หมู่บ้านแห่งนี้..คนจนที่ได้รับเลือก จะถูกส่งไปฝึกงานด้านการเลี้ยงสุกรเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นจึงเริ่มประกอบอาชีพในโครงการได้ โดยมีกระบวนการติดตามผลจากภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนมายาวนานถึง 35 ปีแล้ว

ดังนั้นการประกอบอาชีพโดยมีให้ผู้ชำนาญการมาให้ความรู้ในการประกอบอาชีพและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ ซึ่งแตกต่างจากโครงการที่หลายรัฐบาลจัดทำขึ้นมา โดยมีระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากนั้นก็ไม่มีการติดตามผลและเงียบหายไปในที่สุด

สาม การตลาด..นำการผลิต

ปัญหาคนจนที่เป็นเกษตรกรในบ้านเรามักจะพบเป็นประจำก็คือ ราคาพืชผลทางการเกษตรไม่แน่นอน ดังนั้นเพื่อเพิ่มมูลค่าแก่สินค้าเกษตรกรรมขั้นปฐม หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าจึงให้เกษตรกรในหมู่บ้านแทนที่จะส่งผลผลิตในรูปวัตถุดิบ เช่น ข้าวโพด หรือ มันสำปะหลัง ออกไปขายให้กับนายหน้าคนกลาง ก็ให้นำพืชเหล่านั้นมาเลี้ยงสุกรแทน แล้วส่งเนื้อสุกรหรือเนื้อสุกรแปรรูปออกไปขาย ซึ่งทำให้ได้ราคาสูงกว่า และคุ้มค่ากว่าการส่งพืชผลการเกษตรโดยตรงออกไป

เทคนิคดังกล่าวคือ การให้ “การตลาด..นำการผลิต” เพราะนอกจากจะช่วยเขาให้ได้รับรายได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว ยังเป็นการประกันการดำรงชีวิตอย่างยั่งยืนอีกด้วย จึงทำให้เขาสามารถวางแผนชีวิตในระยะยาวได้อย่างราบรื่นขึ้น

สี่ ต้องสอนให้คนจนคิดที่จะเป็น..เถ้าแก่

มาตรการการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน ปริญญาตรีหมื่นห้า  มาตรการเหล่านี้แม้ว่าจะเป็นมาตรการที่ดีและได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นก็ตาม แต่จุดเสียของมาตรการเหล่านี้ก็คือ การส่งเสริมให้คนจนมีความคิดที่จะเป็นลูกจ้างต่อไป ความคิดที่จะเป็น “เถ้าแก่” ก็จะยิ่งหดหาย เพราะกลัวลำบาก และยังรักการมีชีวิตอยู่อย่างสบายไปวันๆ พรุ่งนี้..ค่อยว่ากันใหม่

หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า จึงน่าจะเป็นต้นแบบในการที่จะสอนให้คนจนคิดที่จะเป็น “เถ้าแก่” เพราะที่นี่..จะสอนให้เกษตรกรในหมู่บ้านต้องรับผิดชอบในด้านต่างๆ โดยเฉพาะสามารถให้เกษตรกรเหล่านี้มีปัญญาในการจัดการเรื่องเงินของตนเองได้..ซึ่งเป็นหัวใจของการเป็น “เถ้าแก่”

ห้า การสอนให้คนจน..รู้จักการให้อะไรแก่สังคมบ้าง

ในความคิดของคนจนทั่วไปคงมีแค่ วันนี้..เขาจะเลี้ยงดูคนที่เขารักและตัวเขาเองให้ท้องอิ่มได้อย่างไร ดังนั้นแนวคิดที่ว่า..ให้คนจนรู้จักวิธีให้อะไรแก่สังคมบ้าง จึงฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้าได้ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบชนะด้วยกัน (Win-Win Solution) เข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการสอนให้เกษตรกรในโครงการนำมูลสัตว์ (สุกร) มาเป็นปุ๋ยในการปลูกพืช เพื่อดำรงรักษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินและป้องกันการทำลายป่า

นอกจากนั้นการส่งเสริมให้เขามีแนวความคิดในการพัฒนาเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เป็นการเพิ่มรายได้แก่เกษตรกร โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มราคาสินค้า อันจะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้บริโภคโดยทั่วไป ซึ่งทั้งเกษตรกรเหล่านี้และผู้บริโภคต่างก็จะมีความพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ดังนั้นการเอาชนะความยากจนอาจจะไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลหรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันควรจะเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคน ทำให้นึกถึงคำพูดของอดีตประธานาธิบดีชื่อดังของสหรัฐอเมริกา John F. Kennedy ที่กล่าวไว้ว่า “If a free society cannot help the many who are poor, it cannot save the few who are rich.” แปลตามความได้ว่า “ถ้าสังคมเสรีไม่สามารถที่จะช่วยคนจนได้แล้ว คนรวยที่เหลืออยู่..ก็คงจะอยู่ต่อไปไม่ได้”

อนึ่ง คุณภักดี ไทยสยาม ประธานคณะกรรมการหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ฝากข่าวมาว่า กำลังจะจัดงานฉลองครบรอบ 35 ปีหมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ในวันที่ 20 มกราคม 2555 ซึ่งจะมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นิทรรศการที่จะบอกเล่าตำนานความเป็นมาและความสำเร็จของหมู่บ้านในทุกๆย่างก้าวจนถึงปัจจุบัน มีกิจกรรมมากมายให้ผู้มาเยือนได้สัมผัส ตลอดจนการขายสินค้าราคาพิเศษ และไฮไลต์สำคัญก็คือ นายธนินท์ เจียรวนนท์  ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จะแสดงปาฐกถาพิเศษในงานนี้ด้วย … จึงขอเชิญชวนคุณผู้อ่านด้วยครับ สนใจรายละเอียดดูได้ที่ http://www.nongwafarm.com [2]

 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20111202/217

URLs in this post:

[1] doctorwe@gmail.com: mailto:doctorwe@gmail.com

[2] http://www.nongwafarm.com: http://www.nongwafarm.com/

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.