- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

ตลาดหุ้นไทย..สดใส ตลาดส่งออกไทย..หน้ามืด

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On กันยายน 14, 2012 @ 4:26 am In โพสต์ทูเดย์ | 254 Comments

[1]

 

คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย

ตลาดหุ้นไทย..สดใส  ตลาดส่งออกไทย..หน้ามืด

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.facebook.com/doctorweraphong

ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของเมืองไทยพยายามที่จะทำจุดสูงสุดใหม่เพื่อให้ทะลุจุดเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่ เศรษฐกิจโลกก็กำลังมีปัญหาที่เพิ่มขึ้น..และเพิ่มขึ้น ในเวลานี้อาจกล่าวได้ว่า มุมมองที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นไทยมีอย่างเปี่ยมล้น หนุนให้ SET (ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย) ขึ้นไปพยายามทำ “สถิติใหม่” อยู่เกือบตลอดเวลา ท่ามกลางข่าวดีสำหรับ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ที่มีเข้ามาอย่างมหาศาล แต่ “ข่าวดี” เหล่านี้อาจไม่สามารถนำพาโลกให้รอดพ้นจาก “ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ” ได้ ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

หนึ่ง  บรรดา “ข่าวดี” ที่ออกมา ล้วนเป็น “การอัดเงินเข้าสู่ระบบ”

เบน เบอร์นันเก้ ประธานธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (เฟด) ได้ประกาศในการประชุมใหญ่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาที่ Jackson Hole ไว้ถึงความเป็นไปได้ ในการออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 3 (Quantitative Easing No.3 – QE3) ซึ่งนั่นหมายถึง การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบจำนวนหลายแสนล้านดอลลาร์ และในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ทั่วโลกก็จะพากันดีดตัวมีราคาที่เพิ่มสูงขึ้นเพื่อจะรับกับ “เม็ดเงินใหม่ๆ” ที่จะเข้าสู่ตลาด

ขณะที่ผลการประชุมของธนาคารกลางยุโรป ECB  มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75% แล้วยังประกาศใช้มาตรการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดจำนวน (Unlimited Bond-Purchase Program) โดยที่ธนาคารกลางยุโรป ECB จะดำเนินการผ่านธุรกรรม Outright Monetary Transaction (OMTs) ซึ่งมีเป้าหมายการเข้าซื้อที่พันธบัตรรัฐบาลในยูโรโซนอายุ 1-3 ปี

แปลง่ายๆว่า ธนาคารกลางยุโรปจะเข้าซื้อพันธบัตรของอิตาลี และสเปน เป็นหลัก เพื่อให้อัตราดอกเบี้ยที่ 2 ประเทศนี้ต้องจ่ายให้ลดลงต่ำกว่า 7% ให้ได้ เพราะ ถ้ายังถึง 7% อยู่ต่อไปอีกไม่นาน เราอาจได้เห็น  สเปนต้องขอความช่วยเหลือจากไอเอ็มเอฟและยูโรโซน และเมื่อถึงเวลานั้น ตลาดหุ้น ตลาดโภคภัณฑ์ทั่วโลกคงจะต้อง “เหนื่อย…แน่ๆ”

สอง  ปัญหา “หนี้สาธารณะของยูโรโซน”  ต้นตอที่แท้จริง..ยังไม่ได้แก้ไข

หากพิจารณาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มยูโรโซนจะพบว่า กรีซมีหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) สูงสุดที่ 160% อิตาลีรองลงมาที่ 120% ตามมาด้วยไอร์แลนด์และโปรตุเกส ที่ 110% ส่วนสเปนที่ประมาณ 70% เท่านั้น

คุณผู้อ่านหลายท่านอาจจะแปลกใจกับตัวเลขของสเปน นั่นเป็นเพราะว่า รัฐบาลสเปนไม่ได้มีปัญหาหนี้สิน แต่เอกชนของสเปนต่างหากที่มีปัญหาหนี้สินอย่างรุนแรง ซึ่งคล้ายๆกับเมืองไทยเมื่อปี 2540 ตอน..วิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ถ้ารวมหนี้ภาคเอกชนของสเปนเข้าไปแล้ว คาดว่าสเปนอาจจะต้องมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 120%  เสียอีก

ดังนั้น  วิธีการที่ ECB เข้าไปซื้อพันธบัตรของประเทศเหล่านี้ในขณะนี้ก็คือ การให้ประเทศเหล่านี้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ แต่ปัญหา “หนี้สาธารณะ” ของบรรดาประเทศเหล่านี้  ก็ยัง “อยู่เหมือนเดิม” และยังต้องกู้เงินเอามา…ใช้จ่าย เอามา…ใช้หนี้ วนเวียนเป็นวัฏจักรอยู่นั่นเอง

สาม  “อัตราการว่างงาน”  ของประเทศในกลุ่มยูโรโซนยัง “หนักหนา”

สเปน ประเทศที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด เกือบ 25% ส่วน กรีซ อัตราการว่างงาน เพิ่มขึ้น..เพิ่มขึ้น  จนปัจจุบันเกือบเท่าสเปนแล้ว ทุกวันนี้อัตราการว่างงานที่ล้นเหลือของอีกหลายประเทศ  ก็ยังคง…ล้นเหลืออยู่ดี แสดงให้เห็นว่า ผู้คนที่นั่น…

ถ้ามีเงิน..ก็คงต้อง    “เก็บเงินไว้”

คงไม่คิดที่อยากจะซื้อ  “เครื่องประดับจิวเวอร์ลี่”

คงไม่คิดที่อยากจะซื้อ   “เสื้อผ้าสวยๆ”

ดังนั้นจึงไม่ต้องห่วงว่า  “ภาคการส่งออกของไทย”  จะโดนหางเลข..ด้วยหรือไม่?

สี่  ตัวเลขภาคการผลิตทั่วโลกที่ออกมา  ส่งสัญญาณ “อาการหนัก”

สหรัฐอเมริกา สถาบันบริหารงานการจัดการอุปทาน (Institute for Supply Management : ISM) ระบุว่า กิจกรรมภาคการผลิตได้ปรับตัวลดลงอีกในเดือนสิงหาคม และเป็นการปรับตัวลดลงเป็นเดือนที่สามติดต่อกันแล้ว ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวลดลงจาก 49.8 จุด ในเดือนกรกฎาคม   มาอยู่ที่ 49.6 จุดในเดือนสิงหาคม และยอดการสั่งซื้อสินค้าใหม่ยังลดลงจากเดิม ซึ่งอยู่ที่ 48 ในเดือนกรกฎาคม ตกลงมาอยู่ที่ 47.1 ในเดือนสิงหาคม

อาจแปลง่ายๆได้ว่า   อเมริกา….  “ยังไม่ฟื้น”

สาธารณรัฐประชาชนจีน จากรายงานการศึกษาของธนาคารเอชเอสบีซีพบว่า ดัชนีพีเอ็มไอของจีนร่วงจากระดับ 49.3 จุด ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 47.6 จุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งนับเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการปรับตัวลดลงของดัชนีพีเอ็มไอ ยังนับเป็นระดับอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบ 9 เดือน

แปลง่ายๆว่า   เศรษฐกิจจีนเองก็ไม่สามารถ “เติบโตได้เท่าเดิมได้”  ตอนนี้ “มีแต่..แย่ลง”

เกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสูงเหมือนเมืองไทย ก็ประสบเคราะห์กรรมไม่ต่างกับ มหาอำนาจอื่นๆ ซึ่งพบว่าดัชนีพีเอ็มไอของเกาหลีใต้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 47.2 จุด ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 47.5 จุด ในเดือนสิงหาคม แต่ตัวเลขการส่งออกของประเทศในเดือนเดียวกันกลับปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 6.2%

แปลง่ายๆว่า  เกาหลีใต้ “การส่งออก..เริ่มไม่ดีแล้ว”  แต่บรรดาบริษัท “ยังคงจะผลิตสินค้าต่อไป”

ห้า  ประเทศไทยเป็นประเทศที่  “ต้องพึ่งพาการส่งออก” เป็นอย่างมาก

คุณผู้อ่านพอจำได้ไหมครับว่า ประเทศไทยต้องพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70%  ของ GDP พูดง่ายๆว่า เศรษฐกิจของไทยต้องพึ่งการส่งออกมากกว่า “ครึ่งหนึ่ง” ของขนาดเศรษฐกิจของประเทศ แล้วถ้าการส่งออกของไทยยังมี “ปัญหา” เพราะ “เศรษฐกิจโลก” อยู่

คุณผู้อ่านคิดว่า เศรษฐกิจไทยยังจะ “ดีต่อไป” ไหมครับ?

แล้วเวลานี้ ดัชนีตลาดหุ้นบ้านเรายังคงทำ “สถิติใหม่” อยู่เกือบตลอดเวลา

คุณผู้อ่านคิดว่า..  มันจะ “จีรัง..ยั่งยืน” ต่อไปไหมครับ? 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20120914/3780

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/11/Posttoday3.jpg

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.