- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

ครัวของโลก.. ยุทธศาสตร์ที่จะช่วย “คนครึ่งประเทศ”

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On กันยายน 25, 2012 @ 4:30 am In โพสต์ทูเดย์ | 258 Comments

[1]

 

คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย

ครัวของโลก.. ยุทธศาสตร์ที่จะช่วย “คนครึ่งประเทศ”

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.facebook.com/doctorweraphong

ผมเคยเขียนบทความหนึ่งที่มีชื่อว่า “ครัวของโลก… ยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยต้องทำ…วันนี้ !” (ลงในโพสต์ทูเดย์ฉบับวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 หรือดูได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20110726/155 [2]) ซึ่งได้กล่าวถึงเหตุผล 5 ประการที่เป็นการสนับสนุนแนวโน้มราคาอาหารที่จะสูงขึ้นในอนาคตดังนี้

ข้อแรก ปัญหาโลกร้อน คาดว่าภายในปี 2613 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 7 องศาเซลเซียส และจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ในระดับต่ำจำนวนมากโดยเฉพาะในประเทศบังคลาเทศ อินเดีย เวียดนาม และจีนจมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะทำให้พื้นที่เพาะปลูกในโลกลดลงเป็นจำนวนมาก ข้อที่สอง ทางเลือกระหว่างอาหารหรือพลังงาน คาดการณ์ว่ายิ่งราคาน้ำมันยิ่งสูง ราคาสินค้าเกษตรก็จะยิ่งสูงตาม เพราะมีการนำสินค้าเกษตรไปแปรรูปเป็นพลังงาน จนในที่สุดราคาอาหารก็จะต้องสูงตามไปอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สาม สังคมการบริโภค ที่พบว่าจีนและอินเดียจีนได้ปฏิรูประบบเศรษฐกิจของประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบทุนนิยม มีความต้องการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

ข้อที่สี่ สังคมเมืองเติบโตขึ้น ในปี 2522 พบว่าอัตราการบริโภคของคนเมืองเทียบกับคนทั้งประเทศของจีนอยู่ที่ 32.5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น พอมาถึงปี 2551 การบริโภคของคนเมืองต่อคนทั้งประเทศอยู่ที่ 68 เปอร์เซ็นต์ แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ของจีนได้เข้ามาอาศัยอยู่ในเขตเมืองซึ่งเป็นสังคมการบริโภคไปแล้ว และข้อสุดท้าย การใช้ทฤษฎีเคนส์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (Keynesian Approach) ที่ว่า การที่เศรษฐกิจเกิดตกต่ำอย่างรุนแรง ปัญหาการว่างงานจะเลวร้ายตามมา ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบ ซึ่งจะทำให้คนส่วนใหญ่มีงานทำและทำให้ราคาสินค้าต่างๆเพิ่มขึ้น ในวันนี้ผมจึงอยากให้คุณผู้อ่านได้อ่านบทความอีกเรื่องหนึ่งคือ.. ครัวของโลก ยุทธศาสตร์ที่จะช่วยคน “ครึ่งประเทศ” ดังนี้ครับ

หนึ่ง นำ “เงินอุดหนุนเกษตรกร” ไปสร้าง “นวัตกรรมอาหาร”

ผมเองมองว่ารัฐต้องจ่ายเงินงบประมาณปีละหลายแสนล้านบาท เพื่อไปอุดหนุนราคาสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับประกันราคาข้าว โครงการรับจำนำข้าว หรือโครงการอุดหนุนราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ แต่สิ่งเหล่านี้เป็น “การช่วยเหลือไปวันๆ” เท่านั้น หากรัฐต้องการที่จะช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง จำเป็นที่จะต้องคิดถึงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

การให้ความรู้แก่เกษตรกรโดยการแปรรูปสินค้าการเกษตรให้เป็นนวัตกรรมอาหาร จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าวิธีการดังกล่าวจะเป็นวิธีการที่จะทำให้สินค้าการเกษตรธรรมดาๆ เปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้เท่านั้น ยังเป็นการช่วย “ลูกหลานเกษตรกร” ให้มีอนาคตที่ดีและหลุดพ้นจาก “วงจรอุบาทก์แห่งความยากจน” ได้อีกด้วย

สอง นำบริษัทอาหารชั้นนำของประเทศมาเป็น “ต้นแบบ”

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือที่เรียกกันว่า “ซีพีเอฟ” ในปีที่ผ่านมาซีพีเอฟมียอดขายทั้งโลกประมาณ 2.06 แสนล้านบาท โดยมีสัดส่วนรายได้จากการลงทุนในต่างประเทศประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศ 40 เปอร์เซ็นต์ และจากการส่งออกอีก 10 เปอร์เซ็นต์ จากตัวเลขดังกล่าว พวกเราก็คงจะพอเห็นศักยภาพในการแข่งขันของบริษัทนี้บ้างแล้วว่า ฐานการผลิตและการค้าของซีพีเอฟส่วนใหญ่จะอยู่ในต่างประเทศ นอกจากนั้นแล้วในปีนี้ซีพีเอฟเพิ่งจะซื้อธุรกิจในจีนและในเวียดนามเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้ยอดขายทั้งโลกในปีนี้ของซีพีเอฟน่าจะอยู่ประมาณ 3 แสนล้านบาท

ซีพีเอฟ ยังมองเห็นโอกาสในการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community – AEC) แต่ในปัจจุบันซีพีเอฟได้เข้าไปทุกประเทศในเออีซีหมดแล้ว นอกจากซีพีเอฟแล้ว ยังมีบริษัทอาหารชั้นนำของไปไทยอีกหลายบริษัทที่ได้กลายไปเป็นบริษัทชั้นนำของโลกไปแล้ว ดังนั้นหากได้รับความร่วมมือจากบริษัทเหล่านี้ ก็จะทำให้รัฐสามารถนำกลยุทธ์และลู่ทางการตลาดสำหรับสินค้าเกษตร นำมาช่วยเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศได้

สาม การช่วยเกษตรกรคือ การช่วย “คนไทยครึ่งหนึ่งของประเทศ”

ข้อมูลจากหนังสือเรื่อง Thailand’s progress in agriculture: Transition and sustained productivity growth (2010) และบทความในหนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมส์ ที่มีชื่อเรื่องว่า “ Thai Youth Seek a Fortune Away From the Farm” พบว่ามีคนไทยในวัยทำงานสูงถึง 49 เปอร์เซ็นต์ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร และพบต่อไปว่าในปี 2528 อายุเฉลี่ยของเกษตรกรอยู่ที่ 31 ปี แต่พอถึงปี 2553 อายุเฉลี่ยของเกษตรกรกลับขึ้นไปสูงถึง 42 ปี โดยมีเหตุผลลำดับต้นๆคือ ไม่มีสังคม ไม่อยากตัวดำ และทำงานหนักอย่างไร..ก็จนอยู่ดี ถึงตอนนี้คุณผู้อ่านคงจะพอเห็นอนาคตคร่าวๆของเกษตรกรไทยแล้วว่า คงจะมีแต่ “เกษตรกรแก่ๆและจนๆ” ทำการเกษตรเพื่อให้ลูกหลานชาวไทยได้มีอาหารกินต่อไปในอนาคต

แต่หากรัฐสามารถส่งเสริมและสนับสนุนภูมิปัญญาและความรู้ โดยใช้แนวความคิด “ครัวของโลก” นำมาสร้างเป็นยุทธศาสตร์ที่แท้จริงได้แล้ว ก็จะสามารถช่วยคนจำนวนมากถึงครึ่งประเทศให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และไม่แน่ว่าเกษตรกรรุ่นต่อๆไปอาจจะเป็น “เกษตรกรวัยรุ่นที่มีตัง” มาแทนเกษตรกรแก่ๆและจนๆที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็เป็นได้

ทำให้นึกถึงนักการเมืองและนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกที่มีชื่อว่า Benjamin Franklin ที่กล่าวถึง “ความรู้” ไว้ว่า “An investment in knowledge pays the best interest.” แปลตามความได้ว่า “การลงทุนในการแสวงหาความรู้เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด” ดังนั้นจึงได้แต่หวังว่ารัฐจะได้เข้ามาให้การสนับสนุนองค์ความรู้ดังกล่าวให้แก่เกษตรกรไทย เพื่อให้เขาและลูกหลานของเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มากกว่าชีวิตที่ขอให้ผ่านไปวันๆอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

 

 

 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20120925/3784

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/11/Posttoday4.jpg

[2] http://www.doctorwe.com/posttoday/20110726/155: http://www.doctorwe.com/posttoday/20110726/155

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.