- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี 2556 ของ..บัฟเฟตต์

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On ตุลาคม 10, 2012 @ 3:47 pm In โพสต์ทูเดย์ | No Comments

[1]

 

คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย

กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี 2556 ของ..บัฟเฟตต์

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.facebook.com/doctorweraphong

วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหากูรูนักลงทุนที่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ว่าบัฟเฟตต์จะเคลื่อนไหวในการซื้อหรือขายทั้งหุ้นและกิจการอะไรก็ตาม ก็มักจะถูกจับตามองจากผู้คนทั่วโลก ในปัจจุบันและปีหน้า 2556 บัฟเฟตต์ได้เริ่มส่งสัญญาณการเข้าซื้อหุ้นและการเข้าซื้อกิจการอีกหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งพอจะจำแนกกลยุทธ์พร้อมทั้งเหตุผลได้ดังนี้ครับ

หนึ่ง เน้นการซื้อกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง

ทอดด์ โลเวนสไตน์ (Todd Lowenstein) ผู้จัดการกองทุนไฮมาร์คแคปปิตอลแมนเนจเมนท์ (Highmark Capital Management) ได้พูดถึงบัฟเฟตต์ว่า “ปัญหาของบัฟเฟตต์ในขณะนี้..เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนอยากจะมี นั่นก็คือ เขามีเงินมากเกินไป”  ปัจจุบันพบว่าบัฟเฟตต์สามารถสร้างกระแสเงินสดผ่านบริษัทเบิร์กไชร์ ฮาทาเวย์ บริษัทของเขาสูงถึงเดือนละ 1 พันล้านดอลลาร์ และยังพบต่อไปอีกว่าบัฟเฟตต์มีเงินสดในมือมากกว่า 37.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล

ทิม กริสคีย์ (Tim Ghriskey) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของกลุ่มโซลาริสกล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ถ้ามีโอกาสรออยู่ บัฟเฟตต์จะซื้อแต่กิจการที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ๆเท่านั้น เพราะเขารู้ว่ากิจการที่มีการลงทุนขนาดเล็กจะไม่สามารถทำให้เบิร์กไชร์มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาได้”

สอง ธุรกิจแบบพื้นฐาน..ที่มั่นคง แต่อนาคตไกล

บัฟเฟตต์ยังคงไม่ชอบลงทุนในธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม App Economy ที่นำแถวโดย Apple, Google, Amazon เป็นต้น ด้วยเหตุผลเดิมๆของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ผมไม่เข้าใจโมเดลธุรกิจ ดังนั้นผมก็จะไม่ลงทุนซื้อหุ้น”

บัฟเฟตต์ยังคงชื่นชอบในการลงทุนในอุตสาหกรรมพื้นฐาน ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การเข้าซื้อกิจการรถไฟเบอร์ลิงตัน นอร์ธเทิน ซานตาเฟ ซึ่งเข้าซื้อกิจการนี้ด้วยเงินสูงถึง 34 พันล้านดอลลาร์ เขาซื้อกิจการรถไฟเพราะ เขามั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ราคาน้ำมันจะยิ่งมีราคาสูงขึ้น และการขนส่งผ่านทางรถไฟจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้นได้ และจะนำมาซึ่งกำไรก้อนโตนั่นเอง

สาม ผู้นำตลาด..ก็คงยังเป็น “ผู้นำตลาด”

หากคุณผู้อ่านพอจำกันได้ หนึ่งในหุ้นที่บัฟเฟตต์ตั้งใจจะถือไว้โดยไม่ขายออกไปเลย นั่นก็คือ หุ้นโคคาโคลา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจน้ำอัดลมสูงที่สุดในโลก บัฟเฟตต์ยังคงให้ความสำคัญกับการเป็น “ผู้นำตลาด” ของบริษัทที่เขาคิดที่จะเข้าไปซื้อกิจการอยู่ดี

ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว บัฟเฟตต์ได้ซื้อบริษัท ลูบริซอล (Lubrizol) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดทางด้านผลิตภัณฑ์หล่อลื่นด้วยเงินสูงถึง 9 พันล้านดอลลาร์ นอกจากนั้นเขายังสนใจที่จะซื้อบริษัท เฮงเกล (Henkel) ในประเทศเยอรมนี ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาว และสารเคมีอื่นๆ บริษัทนี้ยังเป็นเจ้าของกาวที่มีความเหนียวสูงยี่ห้อ ล็อคไทล์ (Loctile) ซึ่งขายดีเป็นอันดับหนึ่งของโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังกินส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ของตลาดโลก ปัจจุบันยังพบต่อไปอีกว่า เฮงเกลเป็นผู้ป้อนผลิตภัณฑ์กาวและสารเคมีให้กับบริษัท แอร์บัส ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย

สี่ บริษัทที่มี “แบรนด์” จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีกว่า

บัฟเฟตต์ได้วางแผนเข้าไปซื้อกิจการบริษัท เดียร์ (Deere) ผู้นำทางด้านเครื่องจักรการเกษตรของสหรัฐอเมริกาที่มีมูลค่าสูงถึง 32.2 พันล้านดอลลาร์ แม้ว่าเดียร์จะมีมูลค่าการตลาดสูงมากถึงเพียงนั้น บัฟเฟตต์ก็ยังคงชื่นชอบบริษัทที่มี “แบรนด์” อยู่ดี

ปัจจุบันสินค้ายี่ห้อ “เดียร์” มีการพัฒนาทางด้านจักรกลการเกษตรอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าเดียร์จะผลิตเครื่องจักรการเกษตรอะไรออกมาสู่ตลาดก็ตาม ก็มักจะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี นอกจากนั้นผลกำไรของเดียร์ก็น่าประทับใจมาก โดยมีผลกำไรสูงถึง 33 เปอร์เซ็นต์ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา

ห้า  “ราคาสินค้าเกษตร” จะมีแต่..สูงขึ้น

ผมเคยเขียนถึงกูรูนักลงทุนที่ชื่อ จิม โรเจอร์ส ที่พูดถึง “ราคาสินค้าเกษตร” (อ่านในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 มีนาคม 2555 หรือ http://www.doctorwe.com/posttoday/20120322/257 [2] ) ไว้ว่าในอีก 20-30 ปีข้างหน้า จะเกิดปัญหาการขาดแคลนเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดการขาดแคลนตามไปด้วย โดยสาเหตุมาจากการที่คนหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น เพราะได้เงินพอๆกัน..แต่ทำงานสบายกว่า และที่สำคัญคือได้มีโอกาสสังคมกับคนอื่นไปด้วย เขายังเชื่อต่อไปว่า เมื่อไร..ที่ของขาด เมื่อนั้น..ราคาสินค้าเกษตรก็จะต้องขึ้นอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกัน บัฟเฟตต์ก็มีความเชื่อว่าในอนาคต..ราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน โดยเขากล่าวว่า “อีก 100 ปีข้างหน้า ผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาสูงกว่า..ทองคำ ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 นั้น มันสูงเป็น 6 เท่าของราคาสินค้าเกษตรเมื่อ 10 ปีก่อน”  เมื่อปีที่แล้วบริษัท เดียร์ ขายเครื่องจักรการเกษตรสูงถึง 24 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งก็คาดกันว่าในปี 2563 ยอดขายของเดียร์จะสูงถึง 50 พันล้านดอลลาร์ทีเดียว

แต่ไม่ว่าบัฟเฟตต์จะมีกลยุทธ์การลงทุนหรือการซื้อหุ้นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาสามารถซื้อกิจการหรือหุ้นนั้นๆได้ใน “ราคาที่ถูก” ทำให้นึกถึงคำพูดของบัฟเฟตต์ที่พูดเกี่ยวกับราคาหุ้นไว้ว่า “Price is what you pay. Value is what you get.” แปลตามความได้ว่า “ราคา..คือสิ่งที่เราจ่ายไป มูลค่าที่แท้จริง..คือสิ่งที่เราได้มา”

 

 

 

 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20121010/3655

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/11/Posttoday-21.jpg

[2] http://www.doctorwe.com/posttoday/20120322/257: http://www.doctorwe.com/posttoday/20120322/257

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.