- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

เฟดขึ้นดอกเบี้ย ทำไม? เมื่อไร? ผลต่อไทย? ตอนที่ 1

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On ตุลาคม 6, 2015 @ 7:46 am In โพสต์ทูเดย์ | No Comments

 

[1]

คอลัมน์:  หุ้นส่วน ประเทศไทย

เฟดขึ้นดอกเบี้ย ทำไม? เมื่อไร? ผลต่อไทย?  ตอนที่ 1

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.facebook.com/DoctorweClub [2]

หากคุณผู้อ่านเป็น…นักลงทุน เป็น…คนเล่นหุ้น คงทราบดีว่า หนึ่งในเหตุการณ์ในช่วงเวลานี้ที่จะสั่นคลอนความมั่นใจของนักลงทุนทั่วโลกก็คือ เมื่อไร?…เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเสียที  เพื่อให้คุณผู้อ่านท่านอื่นๆเข้าใจด้วยว่า มันมีสาเหตุอะไรที่ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) จึงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วจะขึ้นเมื่อไร? หลังจากขึ้นแล้วจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร?  ผมจึงขออนุญาตมาคุยให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจกันดังนี้ครับ

“ทำไม?  เฟดต้องขึ้น…อัตราดอกเบี้ย”

เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ผมขอพาคุณผู้อ่านย้อนกลับไปในปี 2551  ในช่วงเวลานั้นสหรัฐอเมริกาประสบกับปัญหาการเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ ทั้งรัฐบาลอเมริกันและธนาคารกลางได้เข้ามาแก้ปัญหาโดยใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (Quantitative Easing – QE)  โดยการระดมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอเมริกาอยู่หลายปีเป็นจำนวนสูงกว่า 7.2 ล้านล้านดอลลาร์  ผ่านมาตรการ QE1, QE2 และ QE3  โดยเฉพาะมาตรการ QE3 บางคนก็เรียกว่า QE-Infinity นั่นหมายความว่า จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปเรื่อยๆจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้น สรุปก็คือ สหรัฐอเมริกาถือว่าตัวเองพิมพ์แบงก์เองได้ไม่อั้น (อ่านเพิ่มเติมเหตุการณ์ Nixon Shock ได้ที่ www.doctorwe.com/posttoday/20121002/3648)   จึงพิมพ์แบงก์ออกมาอย่างมโหฬารและอัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของตน โดยไม่ยี่หระต่อคำทัดทานของประชาคมโลก

เมื่อมีเม็ดเงินเข้ามาจำนวนมหาศาลแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ การให้อัตราดอกเบี้ยถูกๆ เพื่อให้ภาคเอกชนของอเมริกาสามารถนำเม็ดเงินเหล่านี้ไปลงทุนต่อได้ในต้นทุนของเงินที่ต่ำ  ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาจึงลดอัตราดอกเบี้ยลงมาโดยตลอดและเกือบจะเหลือ…ศูนย์เปอร์เซ็นต์  และในที่สุดก็ทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาพลิกฟื้นและกลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้งหนึ่ง ดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกากลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หากธนาคารกลางยังปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำ และยังมีปริมาณเม็ดเงินจำนวนมหาศาลคงอยู่ในระบบอยู่ ก็จะเกิด “Cheap Money”  หรือเม็ดเงินที่มีต้นทุนต่ำกระจายไปทั่วอเมริกาและทั่วโลก เม็ดเงินเหล่านี้เมื่อมีต้นทุนที่ต่ำก็จะทำให้มีการนำเงินไปขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดหย่อน และอาจนำไปสู่…ปัญหาเงินเฟ้อ และจะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ และเป็นภาระต่อประชาชนชาวอเมริกันเอง

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หากมีเม็ดเงินต้นทุนต่ำมากเกินไป นักลงทุนก็จะมีความกล้ามากเกินไป และบางคนก็อาจไปนำไปเก็งกำไรใน “สินทรัพย์เสี่ยง”  ไม่ว่าจะเป็นหุ้น อสังหาริมทรัพย์ อนุพันธ์ เป็นต้น  และอาจจะทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาต้องกลับมาประสบวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง…ก็เป็นได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุผลที่ทำให้… เฟดอยากจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างยิ่ง

“เมื่อไร?   เฟดจะขึ้น…อัตราดอกเบี้ย”  

เราคุยกันไปแล้วว่า สหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ QE ทุ่มเม็ดเงินกว่า 7.2 ล้านล้านดอลลาร์ อัดฉีดเข้าไปในเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาจนเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ  โมเดลการทำ QE ของอเมริกาได้เป็นแบบอย่างในการแก้ไขปัญหาให้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นๆทำตาม เช่น ทุกวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อัดฉีดเงินจำนวนสูงถึง 80 ล้านล้านเยนต่อเดือนเข้าไปในเศรษฐกิจของตน ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อัดฉีดเม็ดเงินจำนวนถึง 60,000 ล้านยูโรต่อเดือนเข้าไปในระบบเศรษฐกิจของตนเช่นกัน ในขณะที่เงิน QE ของสหรัฐอเมริกาที่ได้อัดฉีดเข้าไปแล้ว ก็ยังแทบจะไม่ได้ไถ่ถอนออกจากระบบเลย  อ่านถึงตรงนี้แล้ว คุณผู้อ่านคงพอนึกภาพออกแล้วว่า…อะไร? จะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ ใช่แล้วครับ นั่นคือ  เหตุการณ์ “เงินล้นโลก”  ซึ่งฝรั่งหลายสำนักชอบใช้คำว่า “Spillover Effect”

“Spillover Effect”  หรือแปลตรงๆก็คือ “ผลกระทบของการกระฉอก” ในที่นี้หมายถึง การที่เม็ดเงินทั่วโลกมีมากมายจนล้นระบบ ก็จะทำให้เกิดการกระฉอกของเม็ดเงิน โดยเฉพาะการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลในอัตราดอกเบี้ยต่ำ แล้วนำไปเก็งกำไร หากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติขึ้น มีการกระฉอกของเม็ดเงิน ซึ่งในบางเวลาจะทำให้เม็ดเงินในตลาดมีน้อยมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็อาจทำให้กระบวนการการเก็งกำไรทั่วโลกพังครืนลงมาได้

เฟด…รู้เรื่องเหล่านี้ดี  เฟดจึงพยายามหาจังหวะเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ย แต่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดนั้นทำไม่ง่าย…อย่างที่อยากจะทำ คณะกรรมการของเฟดที่เรียกกันว่า FOMC  (Federal Open Market Committee)  ได้ประชุมกันเมื่อวันที่ 17-18 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งผลการประชุมคือ เฟดยังคงอัตราดอกเบี้ยในระดับที่ต่ำเป็นประวัติการณ์เกือบศูนย์เปอร์เซ็นต์ ต่อไป

แล้วทำไม? เฟดจึงไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเสียที  ผมเองคิดว่า เฟดคงอยากจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เฟดยังไม่ขึ้นอาจเป็นเพราะ กลัวผลกระทบทางลบของนักลงทุนที่อาจตกใจกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรก (First Hike)  อีกเหตุผลหนึ่งที่อาจทำให้กรรมการเฟดทั้งหลายพากันรีรอก็คือ เหตุการณ์เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศลดค่าเงินหยวนถึงสามครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์คที่เคยสูงกว่า 18,000 จุด ช่วงกลางปีนี้ แล้วก็ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 15,666 จุดในวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา

วันพรุ่งนี้ เราจะคุยเรื่อง  “เมื่อไร?   เฟดจะขึ้น…อัตราดอกเบี้ย”  กันต่อนะครับ…..

 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20151006/6308

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2015/12/posttoday.png

[2] www.facebook.com/DoctorweClub: http://www.facebook.com/DoctorweClub

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.