- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

ตลาดหุ้นไทย… “แมว 9 ชีวิต” ตอนจบ

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On พฤศจิกายน 22, 2016 @ 10:13 am In โพสต์ทูเดย์ | No Comments

[1]

 

คอลัมน์: หุ้นส่วนประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์ 

ตลาดหุ้นไทย… “แมว 9 ชีวิต”  ตอนจบ 

ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

www.CsiSociety.com [2]

Add Line:  @CsiSociety

เมื่อวานนี้ เราได้คุยกันไปบ้างแล้วถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ในวันนี้ ผมจะขอพาคุณผู้อ่านมาคุยกันต่อเลย ดังนี้ครับ

ปี 2544  เหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ในสหรัฐอเมริกา 

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544  เมื่อผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด ในนครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  เหตุการณ์นี้ได้สร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก และส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกดำดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าไม่เว้นดัชนีตลาดหุ้นไทยด้วย โดยพบว่าก่อนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดอยู่ที่ระดับ 330 จุด หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงมาปิดที่ระดับ 266 จุด คิดเป็นการปรับตัวลดลงประมาณ 19%

ปี 2549  มาตรการสกัดกั้นค่าเงินบาทแข็งค่า ของธนาคารแห่งประเทศไทย

เป็นเหตุการณ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการสะกัดกั้นค่าเงินบาท…แข็งค่า ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลที่ ธปท. ประกาศใช้มาตรการสำรอง 30% สำหรับการนำเข้าเงินทุนระยะสั้น การประกาศมีขึ้นในตอนเย็นของวันที่ 18 ธันวาคม 2549 หลังตลาดหุ้นปิดไปแล้ว

จากนั้นเช้าวันที่ 19 ธันวาคม 2549  ทันทีที่ตลาดหุ้นเปิด…บรรดาหุ้นทั้งหลายก็ดำดิ่งลงทันทีโดยดัชนีติดลบกว่า 100 จุด ก่อนจะหยุดพักการซื้อขาย 30 นาที ตลาดปิดภาคเช้าติดลบไป 83 จุด ในภาคบ่ายตลาดรูดลงไปมากสุดถึง 142.63 จุด  และปิดตลาดที่ระดับ 622.14 ลดลง 108.41 จุด หรือ 14.84% ซึ่งเป็นดัชนีที่ปิดต่ำสุดในรอบกว่า 2 ปี ในวันนั้นเพียงวันเดียวมูลค่าตลาดหุ้นไทยลดลงไปกว่า 5 แสนล้านบาท

ปี 2551  วิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ 

วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐอเมิรกาในปี 2551  เกิดจากการปัญหาการปล่อยกู้ที่ไม่มีคุณภาพในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดทุนและตลาดเงินเป็นวงกว้าง โดยวิกฤตการณ์ดังกล่าวได้ลุกลามจากสหรัฐอเมริกาไปสู่…ยุโรป …เข้าสู่เอเชีย …และกระจายออกไปทั่วโลก

โดยตั้งแต่ต้นปี 2551 ต่างชาติเริ่มเทขายหุ้นในภูมิภาคเอเชียทิ้ง เพื่อนำเงินกลับไปพยุงบริษัทแม่ที่กำลังประสบปัญหา ความแรงของการเทขายยังมีอย่างต่อเนื่องเพราะความวิตกกังวลจากนักลงทุน การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องประกาศใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ เพื่อพักการซื้อขายหุ้นชั่วคราวในช่วงเดือนตุลาคมในปีนั้นถึง 2 ครั้ง หลังดัชนีหุ้นไทยร่วงลงแรงถึง 10% ภายในวันเดียว

วันที่ 15 กันยายน 2551 สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา “เลแมน บราเดอร์ส” ขอยื่นล้มละลาย ส่งผลทางจิตวิทยาอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลกอีกครั้งหนึ่ง และตลาดหุ้นไทยก็ได้ซึมซับรับพิษไปอย่างแสนสาหัสด้วยเช่นกัน โดยดัชนีมาแตะในระดับต่ำสุดที่ 380.05 จุด ในวันที่ 26 เดือนพฤศจิกายน ทั้งที่ในต้นปีเดียวกันนั้น ในวันที่ 2 มกราคม 2551 ดัชนีตลาดหุ้นยังปิดอยู่ที่ 842.97 จุด

หลังจากนั้นมา ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2558 ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็มีความผันผวนในแต่ละปีอยู่ในระดับที่สูงมาก ตามตารางด้านล่างนี้

 

จากตารางจะพบว่า เราจะมีจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดรวมถึงวันที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆขึ้น โดยในปี 2552 จะมีความผันผวนระหว่างจุดต่ำสุดและจุดสูงสุดถึง 85.6%   และปี 2558 จะเป็นปีที่ความผันผวนต่ำที่สุดในรอบ 8 ปีนี้คืออยู่ที่ 21.9%    และเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนเราจึงนำเอาความผันผวนทั้ง 8 ปี มาหาค่าเฉลี่ย (Average) ซึ่งค่าที่ได้ออกมาคือ  ค่าเฉลี่ยความผันผวนทั้ง 8 ปี  =  42.39%

นั่นหมายถึง ในทุกปีที่ดัชนีสูงขึ้นหรือลงมานั้น โอกาสความแตกต่างระหว่างจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของดัชนีตลาดหุ้นในปีนั้นๆจะมีความแตกต่างน้อยที่สุดประมาณ 20%   ความแตกต่างเฉลี่ยอยู่ที่ 40%   เช่น  เรากะว่าดัชนีปีนี้จะขึ้นไปสูงสุดที่ 1,700 จุด  โอกาสที่เราจะได้จุดต่ำสุดที่ลดลงมา 20% ซึ่งดัชนีจะเหลือเพียง 1,360 จุด   หรือกะว่าดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,600 จุด โอกาสที่เราะจะได้จุดต่ำสุดอาจจะลงมาถึง 1,280 จุด ก็น่าจะมีโอกาสสูงมาก เป็นต้น

จนถึงบรรทัดนี้ เราได้คุยกันไปแล้วถึงวิกฤตการณ์ที่ได้ถาโถมกระหน่ำเข้าใส่ตลาดหุ้นไทยครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ตกต่ำลงถึงขีดสุดหลายต่อหลายครั้ง เหตุการณ์ต่างๆที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วนั้น ได้พิสูจน์แล้วว่า “ตลาดหุ้นไทย…ไม่มีวันตาย” อย่างแน่นอน

นอกจากนั้น ตั้งแต่วันที่เปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 จนถึงเวลานี้ก็เป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว จากดัชนีวันเปิดตลาดที่ 100 จุด มาถึงปัจจุบันอาจจะประมาณ 1,500 จุด  สมมุติว่าเราสามารถซื้อหุ้นที่มีราคาหุ้นขึ้นลงได้ตามดัชนีตลาด โดยลงทุน 1 ล้านบาทไปซื้อหุ้นเหล่านั้นตั้งแต่วันแรกที่เปิดตลาดและเก็บไว้จนถึงวันนี้ อะไรจะเกิดขึ้น?

เงินก้อนนั้นก็กลายเป็นเงินจำนวน 15 ล้านบาทในวันนี้เงินลงทุน 1 ล้านบาท ในปี 2518 ผ่านไปประมาณ 40 ปี

คิดเป็นการเติบโต 1,400% ภายในระยะเวลาประมาณ 40 ปี

คิดเป็นผลตอบแทน 8.83% ต่อปี   ในขณะที่คุณฝากธนาคารได้เพียง 3% ต่อปีเท่านั้น

 

ปัจจุบันมีกองทุนจำนวนมากมายที่มีการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเช่นเดียวกับดัชนีตลาด ซึ่งมักจะเรียกกันย่อๆว่า TDEX  ซึ่งอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่มีความรู้ไม่มากนัก แต่ต้องการได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากธนาคาร และต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงให้มากที่สุด อ่านถึงบรรทัดนี้แล้ว

คุณผู้อ่าน ยังคิดที่จะ… “ฝากเงินในธนาคาร” อีกต่อไปหรือเปล่าครับ ?

 


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/posttoday/20161122/6563

URLs in this post:

[1] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2016/11/images.jpg

[2] www.CsiSociety.com: http://www.csisociety.com/

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.