- doctorwe.com - http://www.doctorwe.com -

“ชาวนาไทย” อนาคตที่….. มืดมน

Posted By ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์ On มิถุนายน 6, 2012 @ 12:18 am In การอบรม | Comments Disabled

สวัสดีครับ  เพื่อนๆ พี่ๆ เฟสบุ๊ค

รู้ไหมครับ…วันนี้เป็นวันอะไร ?     ใช่แล้วครับ…..  วันนี้ เป็น “วันชาวนาไทย”

และบังเอิญผมได้เห็นข่าวของเมืองไทย…  ที่เกี่ยวกับ “ชาวนาไทย”  ใน นสพ.นิวยอร์ค ไทมส์

โดยมีชื่อเรื่องว่า “ Thai Youth Seek a Fortune Away From the Farm”

คลิกได้ที่   http://www.nytimes.com/2012/06/05/world/asia/thai-youth-seek-a-fortune-off-the-farm.html?pagewanted=1&_r=1&hp [1]

จึงอยากเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟัง  ในตอน  “ชาวนาไทย”  อนาคตที่….. มืดมน 

[2]

 

 

 

ก่อนอื่นขอแปลชื่อเรื่อง ให้เพื่อนๆ ได้อ่านง่ายๆ ก่อน..

ชื่อเรื่องแปลตามความว่า  “ชาวนา  อาชีพที่..วัยรุ่นไทย….ไม่อยากจะเป็น”

เนื้อเรื่องกล่าวถึง  น้องมาลินี คำมอญ  เธอมีอายุเพียง 18 ปี

ใช่แล้ว… เธอยังเป็นวัยรุ่น  อาศัยอยู่ที่บ้านคลองคู  ที่จังหวัดพิษณุโลก

เธออาศัยอยู่ในบ้านที่อยู่ตรงข้ามกับผืนนา…ที่บ้านเธอเป็นเจ้าของ

แต่ที่น่าแปลกคือ  มาลีนี…. ไม่เคยปลูกข้าวเลย..แม้แต่เม็ดเดียว  ตั้งแต่เกิดมา

[3]

 

 

 

“มันร้อน มันเหนื่อยมาก ฉันไม่ชอบจริงๆ”  เป็นคำพูดของมาลินี

“ฉันไม่ชอบโดน….. แดด”  มาลีนีพูดต่อ… ขณะที่กำลังเล่นอินเทอร์เน็ตอยู่

ในอดีต..  ชาวนาไทยหนุ่มสาว….ต้องทนลำบากในการปลูกข้าว

และต้องยืนเป็นชั่วโมงๆ  ท่ามกลางแสงแดด….อันร้อนแรง

แต่ทุกวันนี้…  มีแต่คนแก่ๆ หรือ แรงงานต่างชาติ เท่านั้น  ที่ยังทำ…แบบนั้นอยู่

[4]

 

 

 

ทุกวันนี้.. ด้วยระบบการศึกษาที่ดีขึ้น รวมถึงโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น

วัยรุ่นไทย จึงต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียน หรือโรงเรียนกวดวิชา มากขึ้น

เพื่อมุ่งไปสู่อาชีพ…และอนาคตที่ดีกว่า

รวมไปถึงโอกาสที่จะได้ทำงาน.. ในห้องที่ติดแอร์

ที่ไม่ต้องร้อน….  เหมือนการยืนตากแดดทำนา..ทั้งวัน

[5]

 

 

 

“สิ่งที่พวกวัยรุ่นอยากทำมากที่สุดก็คือ คุยกับเพื่อนทาง…โทรศัพท์มือถือ”

เป็นคำพูดของสุดารัตน์ คำมอญ ชาวนา อายุ 33 ปี

ซึ่งเธอเป็น…………………………  ชาวนาอายุน้อยที่สุดของบ้านคลองคู

ในปี 2528  พบว่า  หนุ่มสาวที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี จะทำอาชีพทำนา คิดเป็น 35 %

ทุกวันนี้    หนุ่มสาวที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี ที่ทำนาเป็นอาชีพ เหลือเพียง 12 % เท่านั้น

คิดง่ายๆก็คือ  ถ้าจากเดิมมี 3 คน..ทำนา  เวลานี้ก็เหลือแค่….คนเดียว เท่านั้น…ที่ยังทำนาอยู่

[6]

 

 

 

ที่หนักหนากว่านั้นคือ ……………………………………..

ในปี 2528   พบว่าอายุเฉลี่ยชาวนาที่ยังทำนาอยู่ อยู่ที่  31 ปี

ซึ่งแสดงว่า  คนส่วนใหญ่ที่ทำนา…ยังอยู่ในวัยหนุ่มสาว…..วัยทำงาน

พอถึงปี 2553  พบว่าตัวเลขอายุเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไปเป็น 42 ปี

ซึ่งพอสรุปได้ว่า………………………………………………

ทุกวันนี้….  และจากนี้ไป….    คงจะมีแต่ “คนแก่” เท่านั้น…………. ที่จะทำนา

[7]

 

 

 

ประเทศไทยนั้น… เคยมีชื่อเสียงอย่างมากในการผลิตข้าวป้อนสู่…ตลาดโลก

ข้าวหอมมะลิ…  ของไทย ถือได้ว่าเป็นหนึ่งใน “ข้าว” ที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก

จากตัวเลขของกระทรวงเกษตร สหรัฐอเมริกา พบว่า

ไทย…เป็นผู้ส่งออกข้าว รายใหญ่ที่สุดของโลก นับตั้งแต่ปี 2526

โดยมียอดส่งออกข้าว สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ในปีที่ผ่านมา

ซึ่งยังเป็นสถิติ…. ที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย  แต่อาจไม่ใช่สำหรับ “ชาวนา”

[8]

 

 

 

ในเมืองไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า  “ข้าว” เป็น สินค้าการเมือง

ถ้าปีใด ราคาข้าว…เกิดมีราคาตกต่ำขึ้นมา

และรัฐบาลในขณะนั้น………….. ไม่สามารถออกมาตรการใดๆ มาพยุงราคาข้าวได้

พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลชุดนั้น ก็มักจะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งต่อมา

รัฐบาลจึงมักออกมาตรการต่างๆออกมา เพื่อเอาใจ…ชาวนาไทย

[9]

 

 

 

มาตรการจำนำข้าว… มาตรการประกันราคาข้าว….  และอื่นๆ

เป็นเครื่องมือทางการเมือง…………………..

ที่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลมักจะนำไปใช้… เพื่อหาคะแนนเสียงให้ตน

มาตรการเหล่านี้… หน้าฉากจะถูกโฆษณาว่า

เป็นมาตรการที่สุดยอด…………  สามารถแก้ไขปัญหาการขายข้าวของชาวนา ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

[10]

 

 

 

แต่หลังฉากกลับพบว่า    บรรดามาตรการที่สุดวิเศษเหล่านี้….  ส่วนใหญ่มักจะลงท้ายด้วย

การมีสต็อคข้าว..จำนวนมหาศาล กองกันเป็นภูเขา…อยู่ในโกดัง

โดยสต็อคข้าวเหล่านี้….   ก็ใช้เงินภาษีของประชาชนไปซื้อมา หรือจำนำมา

ซึ่งมักจะขายไม่ออก  ……………และรอวันเน่าเสีย

โดยไม่ค่อยมีใครจะไปยี่หระว่า  นั่นเป็น……………………………….  เงินภาษีของประชาชน

[11]

 

 

 

ในขณะที่วัยรุ่นไทย…กำลังหลีกหนี การเป็น “กระดูกสันหลัง” ของชาติ

หรือการคิดว่า..ให้เป็นอะไรก็ได้  ยกเว้นเป็น…ชาวนา

อาจารย์เอี่ยม ทองดี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล  เล่าให้ฟังว่า….

“องค์ความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับ..การปลูกข้าว  ก็ค่อยๆ จางหายลงไปทุกวัน

พร้อมๆกับประเพณี…ลงแขก ที่เพื่อนบ้านจะช่วยกันเกี่ยวข้าว”

[12]

 

 

 

อาจารย์เอี่ยม ยังให้แง่มุมในการเป็น “ชาวนา”  ที่ฟังแล้ว….สะเทือนใจ อีกว่า

บรรดาลูกหลานชาวนาไทย มักจะมีความเชื่อว่า………………………..

ชีวิตในเมือง…จะสะดวก..สบายกว่า ในชนบท

และเป็น “ชาวนา” นั้นมันดูเหมือนจะเป็น….. คนจน…… คนโง่…..  คนอ่อนแอ

ชีวิตชาวนามันลำบาก จนบางคนถึงกับบอกว่า

“ถ้ามีโอกาสเกิดใหม่ซัก 10 ครั้ง………………………… 

ก็..ขออย่าให้มีชาติไหน ต้องเกิดมาเป็น…. ชาวนา อีกเลย”

[13]

 

 

 

ปัญหาหนี้สินของชาวนา…  ยังถือได้ว่า… หนักหนาสาหัสนัก

ในปีที่ผ่านมาพบว่า ชาวนาเป็นหนี้โดยเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ 104,000 บาท

ซึ่งคิดเป็นเท่ากับ รายได้ที่ชาวนาหาได้ภายในระยะเวลาถึง 5 ปี

สาเหตุที่จะทำให้ชาวหนี้เป็นหนี้  ………..เพิ่มขึ้น  ……………เพิ่มขึ้น

เป็นเพราะว่า  ค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ ราคาเพิ่มขึ้น..อย่างต่อเนื่อง

และปัญหาภูมิอากาศ  ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ความแห้งแล้ง  อื่นๆ  ก็ยิ่งซ้ำเติม “ชาวนา” เข้าไปอีก

[14]

 

 

 

บุญมี คำมอญ  พ่อของ มาลินี  วัยรุ่นสาว…ที่ไม่อยากเป็นชาวนา

พูดเกี่ยวกับลูกสาวของเขาว่า “ เธอ..อยู่ในโลกของเธอ”

“เธอ…ไม่สนใจที่จะเป็น..ชาวนา  ผมเอง…พยายามบังคับเธอแล้ว  แต่มันยากจริงๆ”

มาลินีเล่าให้ฟังถึงเพื่อนๆของเธอว่า

“บรรดาลูกหลานชาวนาหลายคนก็ไม่อยากเป็น…….. ชาวนา

พวกเขาอยากเป็นหมอ.. เป็นเภสัชกร.. เป็นวิศวกร”

[15]

 

 

 

ส่วนมาลินี..เอง      เธอคิดว่า โตขึ้น..เธออยากเป็นครู

เพื่อนๆของมาลินี กล่าวถึงมาลินีว่า…

เธอค่อนข้างอาย..ที่จะบอกว่าพ่อแม่เป็นชาวนา

และสิ่งที่ทำให้มาลินีไม่อยากเป็น “ชาวนา” มากที่สุด ก็คือ

“เธอไม่อยาก…………………………  ตัวดำ”

[16]

 

 

 

และนั่นคือ มุมมองของคนต่างชาติ  ที่มอง……………….. ชาวนาไทย

หากมีลูกหลานชาวนาอย่างน้องมาลินี ที่ไม่อยาก “ตัวดำ” เป็นจำนวนมากแล้ว

อนาคตของ “ชาวนาไทย” ก็อาจจะต้อง “ดำมืด” แทน

อาจถึงเวลาแล้วที่… รัฐบาลไทย หรือ….  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จะต้องคิดถึงแหล่งสำรอง “อาหาร” ……………………….  ในอนาคต

ก่อนที่ ประเทศไทย ทั้งประเทศ…………………………………  

จะไม่มีคนไทยซักคนเลย ที่อยากเป็น…………………….  “ชาวนา”

[17]


Article printed from doctorwe.com: http://www.doctorwe.com

URL to article: http://www.doctorwe.com/variety/20120606/1591

URLs in this post:

[1] http://www.nytimes.com/2012/06/05/world/asia/thai-youth-seek-a-fortune-off-the-farm.html?pagewanted=1&_r=1&hp: http://www.nytimes.com/2012/06/05/world/asia/thai-youth-seek-a-fortune-off-the-farm.html?pagewanted=1&_r=1&hp

[2] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/116.jpg

[3] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/28.jpg

[4] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/37.jpg

[5] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/46.jpg

[6] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/57.jpg

[7] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/67.jpg

[8] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/76.jpg

[9] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/8.2.jpg

[10] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/95.jpg

[11] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/107.jpg

[12] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/117.jpg

[13] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/12.1.jpg

[14] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/137.jpg

[15] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/145.jpg

[16] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/157.jpg

[17] Image: http://www.doctorwe.com/wp-content/uploads/2012/06/16.1.jpg

Copyright © 2012 doctorwe.com. All rights reserved.